ความหมายของจริยธรรม
- จริยธรรม ( ethics ) แบบแผนความประพฤติหรือความมีสามัญสำนึกต่อสังคมในทางที่ดี โดยไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับกลุ่มสังคมหรือการยอมรับในสังคมนั้น ๆ เป็นหลัก- จริยธรรมกับกฎระเบียบ " มีจริยธรรม " มีสามัญสำนึกที่ดี มีความพฤติที่ดีและก่อผลเสียต่อสังคม ตรงข้ามกับ
" ขาดจริยธรรม " ปฏิบัติตนที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม การควบคุมให้มีจริยธรรมที่ดี อาจจะใช้ข้อบังคับ กฎหรือระเบียบของสังคมมาสนับสนุนให้เกิด " จริยธรรมที่ดี " ได้
จริยธรรมกับสังคมยุคสารสนเทศ

รูปที่ 1.กรอบแนวคิดทางด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับสังคมยุคสารสนเทศ
ตั้งอยู่บนพื้นฐาน 4 ประเด็น คือ
1.ความเป็นส่วนตัว ( Information Privacy )
- สิทธิ์ส่วนตัวของบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรที่จะคงไว้ซึ่งสารสนเทศที่มีอยู่นั้น เพื่อตัดสินว่า สารสนเทศดังกล่าวสามารถเปิดเผยหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ต่อหรือเผยแพร่ได้หรือไม่
เราอาจพบเห็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยทั่วไป เช่น
ใช้โปรแกรมติดตามและพฤติกรรมผู้ที่ใช้งานบนเว็บไซต์
การเอาฐานข้อมูลส่วนตัวรวมถึงอีเมล์ของสมาชิกส่งไปให้กับบริษัทผู้รับทำโฆษณา ฯลฯ
รูปที่ 2.คำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคลของ MSN
2.ความถูกต้องแม่นยำ ( Information Accuracy )
- สารสนเทศที่นำเสนอ ควรเป็นข้อมูลที่มีการกลั่นกรองและตรวจสอบความถูกต้องและสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบกับผู้ใช้งาน ตัวอย่าง เช่น อาจเห็นแหล่งข่าวทางอินเทอร์เน็ต นำเสนอเนื้อหาที่ไม่ได้กลั่นกรอง เมื่อนำไปตีความและเข้าใจว่าเป็นจริง อาจทำาให้เกิดความผิดพลาดได้ ผู้ใช้งานสารสนเทศจึงควรเลือกรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบที่มาได้โดยง่าย
รูปที่ 3.ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต
3.ความเป็นเจ้าของ ( Information Property )
- สังคมยุคสารสนเทศมีการเผยแพร่ข้อมูลอย่างง่ายดาย มีเครื่องมือและอุปกรณ์สนับสนุนมากขึ้น ก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ ทำซ้ำหรือละเมิดลิขสิทธิ์( copyright )โดยเจ้าของผลงานได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ตัวอย่าง เช่น การทำาซ้ำาหรือผลิตซีดีเพลง หรือโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
รูปที่ 4.ข้อความประกาศแสดงความเป็นเจ้าของข้อมูลในเว็บไซต์
4.การเข้าถึงข้อมูล ( Information Accessibility )
- ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบ จะเป็นผู้ที่กำหนดสิทธ์ิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน บางแห่งอาจให้บริการเฉพาะสมาชิกเท่านั้น
รูปที่ 5.การใช้ User ID และรหัสผ่านในการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล
อาจรวมถึงข้อมูลนั้นสามารถให้บริการและเข้าถึงได้หลากหลายวิธี เช่น ภาพถ่ายหรือรูปภาพที่ปรากฏบนเว็บไซต์ ควรมีคำอธิบายภาพ ( Attribute : alt ) เพื่อสื่อความหมายไว้ด้วยว่าเป็นภาพอะไร หรืออาจเป็นการสร้าง link ที่ต้องมีความหมายในตัว เพื่อบอกให้ผู้ใช้ทราบ
รูปที่ 6.เมื่อชี้ที่รูปภาพจะปรากฎคำอธิบาย เพื่อสื่อความหมายของภาพในเว็บเพจ
อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ( Computer Crime )
- ประเด็นเกี่ยวกับการลักลอบนำเอาข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการสร้างความเสียหายต่อบุคคลและสังคมสารสนเทศโดย " ผู้ไม่ประสงค์ดี " เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการขาด " จริยธรรมที่ดี " นั่นเอง บางกรณีถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งมีบทลงโทษแตกต่างกันไป
รูปแบบของการก่ออาชาญกรรมทางคอมพิวเตอร์ที่พบเห็นทั่วไป
1.การลักลอบเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ( Unauthorized Access and Use )
- อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบหรืออ่านข้อมูลและนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
รูปที่ 7.ตัวอย่างการเข้าไปแก้ไขข้อมูลเว็บเพจหน้าแรก
กลุ่มคนที่ลักลอบเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถแบ่งออกได้ คือ
1.1 แฮกเกอร์ ( Hacker )
- เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี ทำเพื่อต้องการทดสอบความรู้ของตนเอง โดยเจตนาแล้วไม่ได้มีความมุ่งร้ายต่อข้อมูลแต่อย่างใด บางครั้งจึงมักนิยมเรียกว่าเป็นพวก กลุ่มคนหมวกขาว หรือ white hat
1.2 แครกเกอร์ ( Cracker )
- เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถเช่นเดียวกับกลุ่มแฮกเกอร์ มักเรียกว่าเป็น กลุ่มคนหมวกดำา หรือ black hat มุ่งทำลายระบบหรือลักลอบนำเอาข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้นไปแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือทำลายทิ้ง มีเจตนาจงใจให้เกิดความเสียหายของข้อมูลมากกว่าแฮกเกอร์
รูปที่ 8. เควิน มิตนิคกับบทบาทของคนหมวกดำในอดีตที่ถูก FBI
ตามล่าตัว และในปัจจุบันสวมหมวกขาวโดยการแต่งหนังสือและเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้อื่น
1.3 สคริปต์คิดดี้ ( Script Kiddy )
- เป็นกลุ่มคนที่ถือได้ว่ากำเนิดขึ้นมากเป็นทวีคูณ มีการแลกเปลี่ยนโปรแกรมหรือสคริปต์ ( scripts ) ที่มีคนเขียนและนำออกมาเผยแพร่ให้ทดลองใช้กันอย่างมาก มักเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกีี่ยวกับการเจาะเข้าระบบมากนักก็สามารถเป็นได้ อาศัยโปรแกรมหรือเครื่องมือบางอย่างที่หามาได้ เช่น การแฮกอีเมล์ การขโมยรหัสผ่านของผู้อื่น การใช้โปรแกรมก่อกวนอย่างง่าย
2.การขโมยและทำลายอุปกรณ์ ( Hardware Theft and Vandalism )
- เกิดจากการไม่รอบคอบและวางอุปกรณ์ไว้ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการโจรกรรมได้ง่ายอาจเกิดจากบุคคลภายนอกหรือภายในองค์กร ควรมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้ องกันและรักษาความปลอดภัย และตรวจการเข้าออกของบุคคลที่มาติดต่ออย่างเป็นระบบ รวมถึงวางมาตรการในการใช้อุปกรณ์อย่างเข้มงวด
รูปที่ 9.ตัวอย่างการป้องกันการขโมยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
3.การขโมยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ( Software Theft )
- อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการขโมยเอาข้อมูลโปรแกรม รวมถึงการคัดลอกโปรแกรมโดยผิดกฎหมาย สามารถทำซ้ำได้ง่าย ก่อให้เกิดความเสียหายกับบริษัทผู้ผลิต มีการลักลอบทำซ้ำข้อมูลโปรแกรมและนำออกวางจำหน่าย แทนที่โปรแกรมต้นฉบับจริง
กลุ่มผู้ผลิตมีการออกกฎควบคุมการใช้ และรวมกลุ่มกันเรียกว่า BSA ( Business Software Alliance )
รูปที่ 10.กลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟแวร์หรือกลุ่ม BSA
4.การก่อกวนระบบด้วยโปรแกรมประสงค์ร้าย ( Malicious Code )
- เป็นการใช้โปรแกรมที่มุ่งเน้นเพื่อการก่อกวนและทำลายระบบ ข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะพบมากในปัจจุบันและสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก
กลุ่มโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ มีดังนี้
4.1 ไวรัสคอมพิวเตอร์ ( Computer Virus )
- เขียนโดยนักพัฒนาโปรแกรมที่มีความชำนาญเฉพาะด้านการทำางานจะอาศัยคำาสั่งที่เขียนขึ้นภายในตัวโปรแกรมเพื่อกระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมาย แพร่กระจายโดยอาศัยคนกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งกับพาหะที่ โปรแกรมไวรัสนั้นแฝงตัวอยู่ เช่น รันโปรแกรม อ่านอีเมล์ เปิดดูเว็บเพจ หรือเปิดไฟล์ที่แนบมา
4.2 เวิร์มหรือหนอนอินเทอร์เน็ต ( Worm )
- เป็นโปรแกรมที่มีความรุนแรงกว่าไวรัสคอมพิวเตอร์แบบเดิมมาก จะทำลายระบบทรัพยากรคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพลดลงและไม่อาจทำงานต่อไปได้ การทำงานจะมีการตรวจสอบเพื่อโจมตีหาเครื่องเป้าหมายก่อน จากนั้นจะวิ่งเจาะเข้าไปเอง ลักษณะที่เด่นของเวิร์มคือ สามารถสำเนาซ้ำตัวมันเองได้อย่างมหาศาล ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
4.3 ม้าโทรจัน ( Trojan horses )
- ทำงานโดยอาศัยการฝังตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นและจะไม่มีการแพร่กระจายตัวแต่อย่างใด โปรแกรมจะถูกตั้งเวลาการทำงานหรือควบคุมการทำงานระยะไกลจาก ผู้ไม่ประสงค์ดี เพื่อให้เข้ามาทำงานยังเครืื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายได้ เช่น แสร้งทำเป็นโปรแกรมยูทิลิตี้ให้ใช้งานแต่แท้จริงคือ โปรแกรมอันตรายเมื่อถึงเวลาก็จะทำงานบางอย่างทันที
รูปที่ 11.เว็บไซต์ของศูนย์ ThaiCERT
รูปที่ 12.เว็บไซต์ของศูนย์ CERT/CC
5.การก่อกวนระบบด้วยสปายแวร์ ( Spyware )
- สปายแวร์เป็นโปรแกรมประเภทสะกดรอยข้อมูลู ไม่ได้มีความร้ายแรงต่อคอมพิวเตอร์ เพียงแต่อาจทำให้เกิดความน่ารำคาญ โดยปกติมักแฝงตัวอยู่กับเว็บไซต์บางประเภทรวมถึงโปรแกรมที่แจกให้ใช้งานฟรีทั้งหลาย บางโปรแกรมสามารถควบคุมการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแทรกโฆษณาหรือเปลี่ยนหน้าแรกของบราวเซอร์ได้
6.การก่อกวนระบบด้วยสแปมเมล์ ( Spam Mail )
- สแปมเมล์คือ รูปแบบของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้รับไม่ต้องการอ่าน วิธีการก่อกวนจะอาศัยการส่งอีเมล์แบบหว่านแห และส่งต่อให้กับผู้รับจำนวนมาก อาจถูกก่อกวนโดยแฮกเกอร์หรือเกิดจากการถูกสะกดรอยด้วยโปรแกรมประเภทสปายแวร์ โดยมากมักเป็นเมล์ประเภทเชิญชวนให้ซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเว็บไซต์นั้นๆ
รูปที่ 13.การก่อกวนระบบด้วยสแปมเมล์ ( Spam Mail )
7.การหลอกลวงเหยื่อเพื่อล้วงเอาข้อมูลส่วนตัว ( Phishing )
- เป็นการหลอกลวงด้วยการส่งอีเมล์หลอกไปยังกลุุ่มสมาชิก เพื่อขอข้อมูลบางอย่างที่จำเป็น เช่น หมายเลขบัตรเครดิต ชื่อผู้ใช้หรือรหัสผ่าน ใช้คำกล่าวอ้างที่เขียนขึ้นมาเองให้เหยื่อตายใจและหลงเชื่อ อาศัยกลลวงโดยใช้ URL ปลอม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็น URL ของผู้ไม่ประสงค์ดีที่ทำขึ้นมาเลียนแบบ
รูปที่ 14.การหลอกลวงเหยื่อเพื่อล้วงเอาข้อมูลส่วนตัวหรือ Phishing
การรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์
1.การติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส ( Antivirus Program )
- เปรียบเสมือนยามรักษาความปลอดภัยที่มาเฝ้าดูแลบ้าน ทำหน้าทีี่คอยตรวจสอบและติดตามการบุกรุกของโปรแกรมประสงค์ร้ายเมื่อพบจะสามารถกำจัดและแจ้งให้ผู้ใช้ทราบได้ทันที จำเป็นต้องทำให้ตัวโปรแกรมอัพเดทตัวข้อมูลใหม่อยู่เสมอเพื่อให้ได้ผลดีมากขึ้น
รูปที่ 15.ตัวอย่างโปรแกรมป้องกันไวรัส ( Antivirus Program )
2.การใช้ระบบไฟร์วอลล์ ( Firewall System )
- เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ก็ได้ ทำหน้าที่คอยดักจับ ป้องกันและตรวจสอบการบุกรุก ( intrusion )รวมถึงการเข้าถึงทีี่ไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ไม่ประสงค์ดีภายนอกระบบจะให้ข้อมูลบางอย่างที่ได้รับการอนุญาตผ่านเข้าออกเท่านั้น หากไม่ตรงกับเงื่อนไขจะไม่สามารถผ่านไปมาได้
รูปที่ 16.การติดตั้งระบบไฟร์วอลสำหรับเครือข่าย
3.การเข้ารหัสข้อมูล ( Encryption )
- อาศัยสมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อ่านได้ปกติ ( plaintext ) ให้ไปอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านได้ ( ciphertext )ผู้ไม่ประสงค์ดีที่แอบเอาข้อมูลไปใช้จะไม่สามารถอ่านข้อมูลที่มีความสำคัญนั้นได้ เพราะมีการเข้ารหัส ( encryption ) ไว้ การจะอ่านจำาเป็นต้องถอดรหัสข้อมูล (decryption) เสียก่อน
รูปที่ 17.การติดตั้งระบบไฟร์วอลสำหรับเครือข่าย
4. การสำารองข้อมูล ( Back up )
- คือ การทำซ้ำข้อมูล ไฟล์ หรือโปรแกรมที่อยู่ในพื้นที่เก็บข้อมูล เพื่อให้นำเอากลับมาใช้ได้อีก หากข้อมูลต้นฉบับนั้นเกิดสูญหายหรือถูกทำาลาย วิธีการสำรองข้อมูลอาจทำทั้งระบบหรือแค่บางส่วน โดยเก็บลงหน่วยเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์, CD หรือ DVD หากข้อมูลมีความสำคัญมากอาจต้องสำรองข้อมูลทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ แต่หากข้อมูลมีความสำคัญน้อย การสำรองเพียงเดือนละครั้งหรือนาน ๆ ครั้งก็ย่อมเพียงพอ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ตัวอย่างการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น
- เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันเอาไว้ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันเอาไว้ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นด้วยวิธีการทางเทคนิคต่าง ๆ เพื่อลักลอบดักฟัง ตรวจสอบ ติดตามเนื้อหาของข่าวสารที่ส่งถึงกันระหว่างบุคคล หรือแอบบันทึกข้อมูลที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- โพสต์ข้อความเท็จเพื่อหลอกลวงผู้อ่านบนเว็บบอร์ด เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลลามกอนาจาร/ข้อความเท็จ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ( เช่น ส่งต่อภาพโป๊หรือคลิปแอบถ่ายผ่านอีเมล์ ) มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ตัดต่อภาพของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเสียหาย มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ















